Wednesday, December 30, 2009

Good News from New York

This website is unlikely to be noted as a good news site. However, there is this to say: in a report carried in the New York Times, only hours before year end:
There were days upon days in New York City when not a single person was murdered in 2009.
It has been the lowest murder rate since records were first kept in 1962.
New York does not execute people.

Wednesday, November 25, 2009

The Scandal of Shackling

The permanent shackling of prisoners in Thai jails who are condemned to death remains a serious scandal. The comment of the UN Human Rights Committee on this issue was especially forceful; “The use of shackling and long periods of solitary confinement should be stopped immediately”. UCL has followed the issue of one prisoner with particular interest. The prisoner submitted a complaint to the Administrative Court that his being shackled was against Thai law, prison regulations, and International Law. The Court responded by ordering that the shackles of this prisoner be removed while they considered the case. However, after the shackles were removed the prisoner, who was being held in Klong Prem prison, was transferred to Bang Kwang prison where he was again shackled. When the prisoner protested at such an infringement of a court order, the authorities replied that they knew nothing of such an order. Finally, on 16th September 2009, in a long and closely reasoned judgment, the Court handed down the decision that the shackles be removed. The prison was given 30 days to comply with the order. Two months later the prisoner remains shackled. The prisoner was informed verbally that the Correction’s Department was appealing the Court order. Details of the appeal are not available to the prisoner or to anyone else. The judgment applies only to the prisoner who lodged the appeal. Other prisoners must undertake a similar lengthy legal process to win relief.
Like most shackled prisoners, the above prisoner suffers from lesions caused by the chains, as shown in the accompanying photograph.
Meanwhile we are investigating reports that a prisoner remanded for deportation in the Bangkok Remand Prison has died on the 1st August 2009 from an infection caused by shackles. Fellow prisoners are prepared to testify but as the body has most likely been cremated, it is unlikely that adequate proof can be obtained.

Saturday, November 14, 2009

There is no humane way to execute

Following a news item posted below concerning a failed execution in Ohio, USA:
Ohio plans execution method untried on prisoners
COLUMBUS, Ohio — Ohio announced plans to switch from the usual three-drug cocktail used to execute inmates to a one-drug method which has never been tried on prisoners.
Under the three-drug method, the first drug makes the prisoner unconscious, the second paralyzes him and the third stops his heart — a process that death penalty opponents argue is excruciatingly painful if the first drug doesn't work.
The single-drug technique amounts to an overdose of anesthesia.
Death penalty opponents hailed the decision as making executions more humane but expressed reservations about using such an untested method. The same drug is commonly used to euthanize pets and in some parts of Europe has been used in assisted suicides.
Richard Dieter, director of the nonprofit Death Penalty Information Center, noted the new practice would essentially be an experiment performed on inmates.
"They're human subjects and they're not willingly part of this," Dieter said. "This is experimenting with the unknown, and that always raises concerns."
The inmates who are going to be executed could challenge the constitutionality of what's being proposed in Ohio.

The lesson for Thailand is that there is no humane way to kill people

Saturday, October 31, 2009

Open Letter to Prime Minister

On 10th October, World Day for Abolition of the Death Penalty, five human rights organizations submitted the following letter to the Prime Minister:

จดหมายเปิดผนึกถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

10 ตุลาคม 2552

เรื่อง การคัดค้านโทษประหารชีวิต

เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

ในนามขององค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยนำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศไทยมีความพยายามที่จะละเว้นโทษประหารนี้ไปตั้งแต่ปี 2546 แต่เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายบัณฑิต เจริญวานิชและนายจิรวัฒน์ พุ่มพฤกษ์ ผู้ต้องโทษที่รอการประหารกลับถูกประหารชีวิตโดยไม่มีการบอกกล่าวแก่ตัวผู้ต้องขังและครอบครัวให้ทราบล่วงหน้า

ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน เราขอประณามการกระทำของรัฐบาลในการกระทำดังกล่าว ซึ่ง ในช่วงระยะเวลาหกปีที่สังคมไทยได้มีความพยายามเปลี่ยนแปลงทัศนคติเกี่ยวกับการใช้โทษประหารชีวิต และขอคัดค้านการใช้โทษประหารชีวิต เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยมีเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ปัจจุบันนานาอารยประเทศมีความตระหนักเพิ่มมากขึ้นว่าสิทธิในการมีชีวิตอยู่เป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐานขั้นต่ำสุด ซึ่งที่ผ่านมาประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก (ปัจจุบัน134ประเทศ)ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว โดยยึดถือหลักการที่ว่า ไม่มีผู้ใดสามารถทำลายชีวิตของใครได้ หรือ ไม่มีผู้ใดมีอำนาจที่จะทำลายชีวิตของผู้ใดได้

เราจึงขอถามท่านว่าเหตุใดประเทศไทยจึงยังคงประหารชีวิตประชาชนของตนเอง การที่รัฐบาลของท่านเคยแสดงเจตจำนงที่จะเคารพสิทธิมนุษยชนอันเป็นหลักประกันหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยแต่เหตุใดในทางปฏิบัติกลับตรงกันข้ามกับเจตจำนงดังกล่าว เหตุใดหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาซึ่งหล่อหลอมวัฒนธรรมไทยไม่ได้นำไปสู่การเคารพชีวิตทุกชีวิตและไม่นำมาสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิตได้เลย ความจริงความเข้าใจของศาสนาพุทธไม่ต่างจากศาสนาอิสลามซึ่งพระอัลเลาะห์ผู้สง่างามและมีเมตตากรุณา ได้แสดงเจตนาในหลักการที่สอดคล้องกันกับพุทธ คือหากสามารถที่จะให้อภัยผู้กระทำผิดและสร้างความปรองดองกันได้ ก็ควรจะทำ(อัลกุรอาน 42: 40-43)

ความปรารถนาให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตของผู้คนทั่วโลกปรากฏเป็นที่ประจักษ์จากผลการลงมติในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2550 และอีกครั้งในปี 2551 โดยมีมติให้ทุกประเทศทั่วโลกงดเว้นโทษประหารชีวิตเพื่อเป็นหนทางนำไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิตในที่สุด ถึงแม้มติดังกล่าวไม่ได้เป็นข้อบังคับแต่กลับส่งผลเชิงศีลธรรมอย่างมหาศาล (มติที่ 620149 ว่าด้วยการยกเลิกโทษประหารชีวิต)

2. การประหารชีวิตผู้ต้องขังคดียาเสพติดเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมาส่งผลต่อเนื่องกับผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายอื่นๆ ตามรายงานกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของสหประชาชาติระบุว่า ความผิดข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดไม่ถือเป็นความผิดให้ต้องโทษประหารชีวิต รัฐบาลไทยในฐานะภาคีของกติกาดังกล่าวไม่สามารถเพิกเฉยได้ เนื่องจากคำสั่งให้ประหารชีวิตผู้ต้องขังทั้งสองรายนี้จำเป็นต้องผ่านกระทรวงยุติธรรม และปลัดกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบันได้เข้าร่วมในที่ประชุมรายงานดังกล่าว ณ กรุงเจนีวาด้วย (CCPR/CO/84/THA)

3. การประหารชีวิตผู้ต้องขังทั้งสองรายโดยแจ้งให้ทราบเพียงหนึ่งชั่วโมงล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจและไร้มนุษยธรรมอย่างสิ้นเชิง ผู้ต้องขังถูกปฏิเสธที่จะมีโอกาสเตรียมตัวก่อนถูกประหาร มิได้พบครอบครัวและญาติพี่น้อง ทำธุระส่วนตัวและอบรมสั่งเสียบุตร ความไร้มนุษยธรรมยังขยายไปถึงครอบครัวที่ไม่มีโอกาสได้พบหน้าและเอ่ยคำร่ำลาเป็นครั้งสุดท้าย

4. ความอยุติธรรมดังกล่าวยังส่งผลถึงผู้ต้องขังรายอื่นๆ ที่ต้องอยู่อย่างหวาดผวานับจากนี้ไป โดยที่ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าชั่วโมงสุดท้ายของชีวิตจะมาถึงเมื่อใด

5. นอกจากนั้นคำสั่งประหารชีวิตที่ไม่โปร่งใส จากเบาะแสข่าวว่า เป็นเพราะผู้ต้องขังทั้งสอยังคงพัวพันกับการค้ายาเสพติดขณะอยู่ในเรือนจำ หาก เบาะแสดังกล่าวมีมูลความเป็นจริง พวกเขาควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อให้มีการพิสูจน์ความผิดต่อไป ทั้งนี้ผู้ต้องขังที่ต้องโทษประหารชีวิตทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะพิพากษาว่ากระทำผิดจริง และไม่มีใครสามารถถูกทำให้จบชีวิตได้โดยเหตุจากเบาะแสที่ไม่มีข้อพิสูจน์ได้

กล่าวโดยสรุป การประหารชีวิตนั้น เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงที่สุดที่ไม่สมควรเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในสังคมใดๆ และพวกเราในฐานะองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนร้องขอให้ประเทศไทยได้ไตร่ตรองถึงพันธะสัญญาแห่งการเคารพสิทธิมนุษยชนที่พัฒนามาอย่างยาวนาน และการประกาศจุดยืนร่วมกับนานาอารยะประเทศ ในการปฏิบัติตามมาตรฐานที่ว่าโทษประหารชีวิตเป็นมาตรการอันป่าเถื่อน ถือเป็นการกระทำฆาตกรรม ที่ระบบยุติธรรมของประเทศที่พัฒนาแล้วโดยทั่วไป มิอาจสามารถยอมรับได้

ลงชื่อ ประธานกรรมการ
(ดร. แดนทอง บรีน)

ลงชื่อ เลขาธิการ
( นายเมธา มาสขาว )

ลงชื่อ ผู้อำนวยการ
(นายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์)

ลงชื่อ ประธานมูลนิธิ
( นายสมชาย หอมลออ )

ลงชื่อ ผู้อำนวยการ
(นางสาวจันทร์จิรา จันทร์แผ่ว )

ลงชื่อ ประธาน
(นายโคทม อารียา)

(English translation)
Open letter to the Prime Minister

We, representatives of non-governmental organizations dedicated to the protection of human rights of the Thai people, are deeply saddened by the action of your Government in resuming executions after a six year hiatus. In December 2003 four persons were executed, after which a six year de facto moratorium on executions occurred. This period came to a sudden, unannounced, unexplained, and brutal end on 24th August last with the execution of Bundit Jaroenwanit and Jirawat Poompreuk.

We submit to your Government that in the last six years a large change in perspective regarding the death penalty has taken place, illustrating ever more clearly the contravention of human rights involved in resuming executions:
1. A realization that the Right to Life is the most basic of all human rights has grown stronger. The great majority of countries in the world (to date 134 countries) have ceased to apply Capital Punishment, convinced that human life is indeed inviolable.
We question why Thailand is continuing to put to death its own citizens. Do not the claimed respect for human rights of a democratically elected government recommend an opposite course of action? Does not the largely Buddhist ethic which inspires Thai culture not lead to a respect for all living things which would favour abolition? Indeed, such a Buddhist understanding finds resonance in the Muslim emphasis on the favour shown by Allah, most Gracious and Merciful, on those who forgive a mortal injury and make reconciliation (Koran 42: 40-43).
The wish of the nations of the world is revealed in the majority vote of the United Nations General Assembly on 8th December 2007, and repeated in 2008, recommending that all nations of the world progress to abolition of the death penalty, meanwhile observing a Moratorium on its application. While not mandatory, the measure has immense moral significance. (Moratorium on the Use of the Death Penalty, Resolution 620149)
2. The executions of 24th August concerned persons condemned on drug charges. It was clearly pointed out to representatives of the Royal Thai Government on the occasion of the first report on compliance with the Covenant on Social and Political Rights that drug offences do not constitute crimes subject to the death penalty. The order to execute two prisoners for drug offenses must have passed through the Ministry of Justice. The Ministry cannot be ignorant of the fact that such a sanction cannot be justified in international law as a current Deputy Permanent Secretary of the Ministry was present in Geneva during the submission. (CCPR/CO/84/THA)
3. The execution of the condemned prisoners with a one hour notice is a totally repugnant and inhumane act. The condemned were denied the opportunity to prepare for death, to take leave of their families and relatives, to arrange their affairs and instruct their children. The inhumanity extends to their families, who could not meet one last time with their family member, to hear their last wishes, and the disposal of their affairs.
4. Consider too the injustice done to other prisoners who must now live with the terror that every hour may be their final hour of life.
5. In the absence of transparency regarding the order to execute, rumour is rampant that the executed had again offended by drug dealing within the prison, thus justifying their execution. If there is truth in this accusation they should have been subject to further legal procedure; even in death, persons have a right to the presumption of innocence and not to be executed by appeal to rumour.

In conclusion, the executions are an outrage against human rights, which must not be repeated. Let Thailand read the signs of the times and take a stand with the majority of the nations of the world, renouncing for ever the barbarous and unnecessary practice of judicial murder, which masquerades as legalized Capital Punishment.

Signed on behalf of: by
Union for Civil Liberty Danthong Breen, Chairman

1. Campaign Committee for Human Rights (CCHR)
2. Peace and Human Rights Resource Center (PHRC)
3. Cross Cultural Foundation (CrCF)
4. Union for Civil Liberty (UCL)
5. Human Rights Lawyers Association

A reply from the Prime Minister's Office is shown above. It acknowledges receipt of the letter and states that it has been passed on to the Ministry of Justice for consideration

Saturday, October 17, 2009

Abominal Practice, Failed Execution

The El Pais weekend supplement prints the affidavit of the American death row inhabitant Romell Broom - who has now been granted a temporary reprieve following 18 failed attempts to administer him the lethal injection on 15 September. "(...) 15. After applying the towels, the nurse tried to access my veins, once in the middle of my left arm and three times more on the left. After the third attempt to access the veins, the nurse said the heroin had damaged my veins. That comment upset me because I have never used heroin and other drugs intravenously. I replied to the nurse that I never had used heroin.16. The nurse kept saying that the vein was there but could not get it. I tried to work helping to tie my own arm. A prison officer walked over, patted my hand to indicate that he also saw the vein, the nurse tried to help me locate it. 17. The chief enforcement officials said they would do another break and returned to tell me to relax. 18. Then I broke down. I began to mourn because I ached and my arms were swollen. The nurses were clicking needles into areas that were already swollen and bruised (.) 23. After a while, the director, Terry Collins, entered the room and told me they were going to suspend the execution. Collins said that he appreciated my cooperation and taking note of my attempts to help the team. He also expressed confidence in the team performance and professionalism. The director told me that Collins would call Governor Strickland to inform of the situation."

Tuesday, October 06, 2009

No Simple Matter

"Ultimately, every state should pause and consider that ending the life of a healthy man or woman is no simple matter and that even in the 21st century, executioners do not have their job down to anything like a science. No government should put people to death until it can show that the condemned person will not be racked with pain, catch on fire or prove so difficult to kill, as in Mr. Broom’s case, that the executioners are forced to try again another day."
Editorial, New York Times, October 3rd. Reference to the ‘horribly botched failed execution’ of Romell Broom in recent days. Thailand too has had it botched executions.

Monday, October 05, 2009

World Day against Death Penalty

10th October is the day when those protesting the death penalty throughout the world raise again the issue of this ancient barbaric curse in a minority of states. The majority of the world has already rejected this form of legalised murder, most recently Brazil, 139 countries in all. Thailand remains among the minority who still think it a right of the state to punish by death.
It is a morally repugnant punishment, it is useless and ineffective, and devalues the humanity of all of us. Let it end forever.
This year the objective of the World Abolition movement is to introduce abolition to the young, especially 13 to 18 year olds. It is the responsibility of this generation to see the end of Capital Punishment.

Friday, September 25, 2009

Execution Chamber in Bang Kwang Prison

Having at first refused to allow filming of the death chamber in Bang Kwang prison, it appears that the prison governor allowed Aljazeera to enter! A few years ago strong protest stopped the filming of an execution in Thailand. Present policy appears to promote the deterrent effect of executions by approaching as close as possible to the actual event of execution. The permission to film throws doubt on the aversion to execution expressed by the governor of the prison.
The compliance of the monk shown in the film, is typical of Buddhist monks in Thailand. While agreeing that the death penalty may 'theoretically' be against Buddhism teaching, they support Government policy on the death penalty.
See accompanying link in right hand column to "Bang Kwang, Execution Chamber"

Tuesday, September 22, 2009

Abolish the Death Penalty

UCL welcomes the following Editorial Opinion in the Bangkok Post
Death to the death penalty
Published: 22/09/2009 at 12:00 AM
Newspaper section: News
Late last month, on a quiet Monday afternoon, warders locked down Bang Khwang prison and prepared for two executions. A pair of convicted drug dealers, Bundit Charoenwanich, 45, and Jirawat Phumpruek, 52, were given one hour to contact their families, eat a last meal and make their peace in this world. Then they were taken to the execution room and injected with a series of drugs, the last of which ended their lives.
It was the first time in six years that authorities had ordered an actual execution. They should be the last such prisoners to die by execution. It is time that Parliament and the government end all use of the death penalty.
There are several problems with judicial executions, and no acceptable advantage. Carrying out a death sentence always risks the chance of killing the wrong person. Police, prosecutors and courts are dedicated and efficient, but not infallible. There have been plenty of wrongful convictions over the decades of Thai justice. If even one death sentence is wrongfully carried out, the death would be on the conscience of the nation. A wrongful conviction already takes months or years from an innocent person's life. Nothing could be worse than taking his or her life.
The main reason to abolish the death penalty for terrible crimes is that it brings no true result. Justice and punishment, in the form of imprisonment, parole or work programmes, are meant to prevent further crime. To an extent, they work. While many criminals continue their ways after release, others "go straight" so that they can live freely, without worry about being imprisoned. Crimes are prevented daily by the presence of police and the courts, as would-be robbers, speeders, thieves and others stick to the law in order to avoid punishment.
Study after study over the past 50 years has proved that the death sentence is no deterrent to the terrible crimes it punishes, such as drug trafficking, premeditated murder, violent and sexual abuse of children. While proponents of the death penalty argue facetiously that execution will assure that such criminals do not carry out their acts again, there are many ways to assure that. Indeed, no rational person would accept the end of the death penalty without parallel assurances that such violent acts against society can be punished by true life imprisonment, without early release.
Abolishing the death penalty in Thailand will be an unpopular act by the government, without doubt. Even in advanced Western countries, the majority of citizens always have opposed the abolition of the ultimate penalty. Yet such abolition around the world, from Canada to Cambodia, and from Austria to Australia, has never caused an upsurge of any kind in capital crimes. If anything, the threat of lengthy, even lifetime incarceration seems to be a greater deterrent than the former death penalty. Indeed, in recent cases in the United States, federal prisoners in so-called Supermax prisons have sued the government against their lifetime sentences under harsh, maximum security rules.
The only remaining argument in favour - that it provides an emotional release of sorts for victims and a horrified public - is unacceptable. Justice is not a form of vengeance, like some feel-good ending to a movie. Law and punishment are serious matters.
Last year, a majority of the United Nations General Assembly voted for the first time to oppose the death penalty. For now, the government should order a true moratorium banning more executions, pending a rewrite of the criminal code to ban the death penalty altogether.

Thursday, September 17, 2009

Failed execution: after two hours of torture

In the state of Ohio, USA, an attempt on Tuesday, 15th September, to execute Romell Broom, a 53 year old condemned prisoner, failed. Those trying to carry out the execution tried to find a suitable vein to inject the poisons, in both arms and in one leg of the prisoner, but could not succeed, despite the cooperation of the condemned person who himself tried to indicate suitable locations for the lethal injection. Heavy bleeding and painful movement of the prisoner were observed, causing him to break down in tears. After two hours the attempt was abandoned. The execution is rescheduled in 10 days time. The defense lawyer will appeal a repeat attempt to execute Romell, citing the cruelty of the procedure.
The crime for which the death sentence was passed took place 25 years ago.

Saturday, September 05, 2009

Resumption of Executions in Thailand

As Thailand resumes executions of those condemned to death we look again at our bed fellows among the countries retaining the death penalty:

1 China, the major executioner;
China today announced the launch of its national organ donation system, revealing for the first time the extent of its reliance on transplants from executed prisoners.
A senior health official disclosed just how dependent are China’s hospitals on the organs from criminals, whose kidneys, livers and hearts may be removed in ambulances that wait at the execution ground for doctors to pronounce a prisoner is dead.
Despite a 2007 regulation barring donations from people who are not related to or are emotionally connected to the transplant patient, the China Daily newspaper said 65 percent of organ donations come from death row.

2. Saudi Arabia;
The death penalty continued to be applied extensively after summary and secret trials. Defendants are rarely allowed legal assistance and can be convicted solely on the basis of confessions obtained under duress or deception. As in previous years, capital punishment was used disproportionately against the poor, including many migrant workers from Asia and Africa, and women. In April, Amnesty International received secretly filmed footage of the public beheading of a Jordanian man convicted of drugs offences.
At least 102 men and women, 39 of them foreign nationals, were executed in 2008. Many were executed for non-violent offences, including drug offences, “sodomy”, blasphemy and apostasy. Most executions were held in public.
In January, the parents of Moeid bin Hussein Hakami, who was beheaded in 2007, took the unusual and brave step of lodging a complaint with the authorities about the execution of their son. He was aged 13 at the time of the crime and was 16 when beheaded. The parents were not told in advance of his execution and, according to reports, they were not informed of his place of burial.

3. Iran;
At least 346 people were executed, including at least eight juvenile offenders sentenced for crimes committed when they were under 18. The actual totals were likely to have been higher, as the authorities restricted reporting of executions. Executions were carried out for a wide range of offences, including murder, rape, drug smuggling and corruption. At least 133 juvenile offenders faced execution in contravention of international law. Many Iranian human rights defenders campaigned to end this practice. The authorities sought to justify executions for murder on the grounds that they were qesas (retribution), rather than ‘edam (execution), a distinction not recognized by international human rights law. In January, new legislation prescribed the death penalty or flogging for producing pornographic videos, and a proposal to prescribe the death penalty for “apostasy” was discussed in the parliament, but had not been enacted by the end of 2008.
In January, the Head of the Judiciary ordered an end to public executions in most cases and in August judicial officials said that executions by stoning had been suspended, although at least 10 people sentenced to die by stoning were still on death row at the end of the year and two men were executed by stoning in December.

4. USA
A typical case!
People should have no illusions about the brutal injustice of the death penalty after all of the exonerations in recent years from DNA evidence, but the case of Cameron Todd Willingham is still shocking.
Mr. Willingham was executed for setting a fire that killed his 2-year-old daughter and 1-year-old twins, but a fire expert hired by the State of Texas has issued a report casting enormous doubt on whether the fire was arson at all. The Willingham investigation, which is continuing, is further evidence that the criminal justice system is far too flawed to justify imposing a death penalty.
After the fire, investigators decided, based in large part on burn patterns on the house’s floors, that it was intentionally set. Prosecutors charged Mr. Willingham, who escaped from the burning home, with capital murder. Mr. Willingham protested his innocence until the day the state killed him by lethal injection in 2004.
The following year, Texas created the Forensic Science Commission to investigate charges of scientific mistakes or misconduct, and the panel began looking into the Willingham case. It commissioned Craig Beyler, a nationally recognized fire expert, to examine evidence.
Mr. Beyler issued a report last week that painted an ugly picture of what passes for expert scientific investigation and testimony in a capital case in Texas. The report found that the official inquiry into the Willingham fire did not meet prevailing scientific standards of the time, much less current ones.
The investigators “had poor understandings of fire science,” Mr. Beyler said, and their “methodologies did not comport with the scientific method.” He determined that the opinions of one main investigator were “nothing more than a collection of personal beliefs that have nothing to do with science-based fire investigation.”
The report concluded that a “finding of arson could not be sustained.” The Forensic Science Commission is now asking the state fire marshal’s office for its response. It anticipates issuing a final report next year.
The commission is to be commended for conducting this inquiry, but it is outrageous that Texas is conducting its careful, highly skilled investigation after Mr. Willingham has been executed, rather than before.

Are these the models for a country boasting a Buddhist culture, which teaches an inalienable respect for life, and the primacy of forgiveness and loving kindness?

Tuesday, August 25, 2009

Executions in Thailand after six year break

Drug dealers put to death: Bangkok Post

Published: 25/08/2009 at 12:00 AM
Newspaper section: News

Two convicted drug traffickers at Bang Khwang prison have been executed by lethal injection.

Bundit Jaroenwanit, 45, and Jirawat Poompreuk, 52, yesterday became the country's fifth and sixth people to be executed by lethal injection, which replaced death by shooting in 2003.

The atmosphere at Bang Khwang prison in Nonthaburi was subdued yesterday when the two learned they were about to die.

They were given 60 minutes to call or write to their loved ones. They were then offered a last meal and a chance to listen to a sermon from a monk invited from Wat Bang Praek Tai.

They were blindfolded and given flowers, candles and incense sticks before being taken to the execution chamber.

The two, their legs manacled, turned their faces towards the temple as they were laid out on beds.

They received three injections. The first was a sedative, the second a muscle relaxant and the third a drug that stops the heart beating.

See link "Bang Kwang 24th August"


เรื่อง ขอคัดค้านโทษประหารชีวิตเพราะขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน

ตามที่ กรมราชทัณฑ์ ได้ดำเนินการประหารชีวิตนักโทษ 2 คน ในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา นั้น สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) มีความเห็นว่าเป็นการกระทำที่ผิดพลาดของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ประการแรก เนื่องมาจากว่า สมัชชาสหประชาชาติได้ลงมติโดยเสียงข้างมากส่วนใหญ่ เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2550 และลงมติอีกครั้งเช่นเดียวกันในเดือนธันวาคม ปี 2551 ว่า ให้มีการใช้มาตรการชลอหรือขยายช่วงเวลาการประหารชีวิตออกไป เพื่อมิให้มีการลงโทษประหารชีวิตจริง

ประการ ที่สอง คือว่า ทุกประเทศทั่วโลกต่างแสดงออกถึงการเย้ยหยันการลงโทษประหารชีวิต เพราะ ถือว่าการประหารชีวิตเป็นโทษที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของความเป็น มนุษย์ ซึ่งหมายถึงสิทธิในการมีชีวิตอยู่รอดและมีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต นั่นเอง

ประการ ที่สาม กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กำหนดให้ประเทศที่ยังไม่ยกเลิกโทษประหารชีวิต จะใช้การประหารชีวิตได้ ในกรณีความผิดที่มีลักษณะอุกฉกรรจ์เท่านั้น ซึ่ง โทษสำหรับความผิดอุกฉกรรจ์ไม่รวมความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แต่เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2548 ผู้ แทนประเทศไทยได้รายงานในที่ประชุม ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ตามพันธกรณีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ที่ประเทศไทยได้เข้าผูกพันไว้ว่า คดียาเสพติด ในประเทศไทยนั้น เป็นคดีอุกฉกรรจ์ จึงเป็นการขัดแย้งกับหลักการของกติกาฯดังกล่าว

ประการ สุดท้าย การลงโทษประหารชีวิต ไม่สามารถยับยั้งอาชญกรรมและการกระทำผิดที่เกี่ยวกับยาเสพติดอย่างได้ผล เมื่อเทียบกับการลงโทษด้วยมาตรการอื่น

สสส.จึง ขอคัดค้านโทษประหารชีวิต เพราะ ถือเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมและย่ำยีศักดิ์ศรีของมนุษย์ ซึ่งไม่สมควรมีโทษนี้ ต่อไปในประเทศที่มีอารยะ และควรเปลี่ยนเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตตลอดไป แทนการลงโทษประหารชีวิต

ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2552

ผู้แถลง ดร.แดนทอง บรีน ปะธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)

Statement by UCL
It is wrong that Thailand has executed two men on 24th August 2009:
It ignores the majority vote of the United Nations General Assembly in December 2007 and again in December 2008 in favour of a universal moratorium on the death penalty.
It flouts the greater certainty expressed world wide that the death penalty is a transgression of the most basic of all human rights, the right to life.
It goes against the interpretation of the International Covenant on Civil and Political Rights expressed to representatives of the Royal Thai government by the UN Human Rights Committee, on 28th July 2003, that drug offenses did not constitute a crime subject to Capital Punishment within the terms of the Covenant which it has ratified.
The execution of the two with a mere one hour notice is a flagrant transgression of the procedures established by the UN for the enactment of Capital Punishment.
It is a useless measure of no greater consequence than other punishment in the fight against drugs.
It is a cruel and inhumane punishment, with no place in a civilised state.
It is counter to the Buddhist belief in the sanctity of life
Danthong Breen
Union for Civil Liberty, Thailand

Monday, August 03, 2009

Death Penality Campaign for Buddhist Monks

Completion of Campaign for Aholition
The Union for Civil Liberty in Thailand has just completed a campaign for abolition of the death penalty in Buddhist centres of learning throughout the country. The objective was to enlist the support of Buddhist monks in a campaign against the death penalty, in the expectation that the Buddhist abhorrence of killing any creature would make them natural allies. 22 seminars were held; the total number of participants was 1,404+ with an average of 70 at each seminar. The attitude of Thai monks to the death penalty may be indicated by quoting two reactions from a recent seminar:
1.“The first principle of Buddhism is an absolute prohibition on inflicting harm or on killing, actions which violate life itself. Capital Punishment belongs to ancient times. We are in a new world and civilization has progressed. Punishment should entail respect for the value of life and not have recourse to the death penalty which has no purpose. Instead, the guilty person must be given the opportunity to do good for the period of life that remains and so make restitution for the evil done in the past.”
2.“I agree with the death penalty. All creatures on the earth are subject to Fate (Gam) and are ruled by its outcome and circumstances. Those who do what is right will achieve good, those who do what is evil will suffer evil”.

Our aim has been to recall to monks that the first reaction is a truer expression of Buddhist teaching.

Sunday, July 05, 2009

Prison Conditions

หัวหน้าฝ่ายการแพทย์แห่งเรือนจำ ลาซองเต
คัดจากบันทึกความทรงจำของ เวโรนิค วาสเสอร์

“ที่เรือนจำลาซองเตนี้เราไม่สามารถที่จะทำหรือคิดแบบครึ่งๆกลางๆ ถ้าไม่กระตือรือร้นและทำงานอย่างเต็มที่ ก็อาจรู้สึกเฉยๆและทำงานแบบเสียไม่ได้ แต่ไม่มีทางที่จะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนและทำงานแบบเครืองจักรเครื่องยนต์ได้ ต้องคิดและทำอย่างจริงจัง ถ้าคิดไม่ได้แบบนี้ก็ไม่สมควรทำงานที่นี่”

ในขณะที่การบริการทางการแพทย์ที่เรือนจำทั่วไปได้ขึ้นถึงขีดมาตรฐาน บางสิ่งบางอย่างไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เช่น ระบบสุขอนามัยซึ่งไม่ถูกสุขลักษณะ และเป็นอันตราย สถานที่เก่าแก่ ความขี้เกียจ การสั่งจำจองโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า กิจกรรมที่ไม่มีคุณค่า การขาดความใกล้ชิด การสำส่อนทางเพศ การขาดความรัก การรอคอยที่ไม่สิ้นสุด ความหวังสลาย ความโกรธ และสิ้นหวัง ความรุนแรง การทำร้ายตนเอง การพยายามฆ่าตัวตายซึ่งบางครั้งก็สำเร็จ มาตรการป้องกันความปลอกภัยที่มากเกินไปและหวาดระแวง การค้นตัวครั้งแล้วครั้งเล่า การใส่กุญแจมือ และบางครั้งโซ่ตรวนขา กฐเกณฑ์ที่ตั้งตามอำเภอใจ การยั่วเย้าทีไร้เหตุผลและน่าอับอาย ระบบที่ถ่วงดุลกับผู้อ่อนแอ การกักขังแยกที่ยาวนานบางครั้งถึงหลายปี ห้องขังดัดสันดานที่มีลักษณะคล้ายกับยุคกลาง และท้ายที่สุด คือ การถูกริดรอนเสรีภาพในสถาบันที่น่าจะเป็นตัวแทนแห่งสิทธินี้

ดอสตอเยฟสกี้เขียนไว้ว่า “เราไม่สามารถจะวัดขีดอารยธรรมของชาติหนึ่งชาติใดได้ถ้าไม่ไปดูเรือนจำเสียก่อน” อันนี้ก็ได้กระทำกันแล้ว

ข้อมูลที่ได้จากการค้นคว้านั้นมากหลายนัก รายงานโดยวุฒิสมาชิกและวุฒิสภาใช้หัวข้อว่า “คุกคือสิ่งที่น่าอับอายของสาธารณรัฐ”

เราทุกคนมีความผิดเท่าเทียมกันที่ทำให้เกิดสภาพนี้่ขึ้น แต่คำถามเฉพาะหน้าคือ เรามีอารยธรรมหรือเปล่า?

ข้าพเจ้าได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ก็เพราะไม่มีทางเลือกทางด้านศีลธรรมอย่างอื่น จรรยาบรรณทางแพทย์เขียนไว้ว่า “แพทย์ไม่สามารถจะแยกตัวเป็นอิสระจากงานอาชีพได้ไม่ว่าจะเป็นลักษณะใด เมื่อแพทย์นั้นรักษาคนไข้ใดก็ตามผู้ซึ่งไร้อิสระ แพทย์คนนั้นต้องไม่ยอมรับหรือทนกับการกระทำที่เป็นภัยต่อกาย ใจ หรือเกียรติของผู้ถูกคุมขัง ทั้งทางตรงและทางอ้อม สัตยบรรณฮีพโปคระตีสข้อที่สิบ ที่แพทย์ทุกคนต้องสาบานไว้ว่า “หน้าที่แรกสุดคือต้องรักษา สงวน และ เสริมสร้างไว้ซึ่งสุขภาพ ทุกประการ…ต้องนับถือทุกบุคคล ต้องเข้าขัดขวางและป้องกันผู้ที่อ่อนแอ หรือผู้ที่โดนย่ำยีทางด้านคุณธรรม” อุดมการณ์ของข้าพเจ้านั้นเป็นบทเรียนราคาแพงเพราะการมีความจริงใจและการเคารพในสิทธิ์ของผู้อื่นนั้นไม่ได้ให้คุณแก่ข้าพเจ้าเลย

อย่างไรข้าพเจ้าก็ไม่เสียใจ ข้าพเจ้ารักสถานที่นี้ และบุคคลทั้งหลายที่อยู่ในนั้น ข้าพเจ้าได้เรียนรู้มากมาย เคยมีช่วงเวลาที่หมดหวังท้อแท้ใจ แต่บางครั้งก็สุขและสะเทือนอารมณ์

คุกนั้นเป็นโรงเรียนแห่งความอดทน การรับฟังและนับถือผู้อื่น เราต้องไม่ลืมว่านักโทษนั้น ก็คือประชาชนผู้ซึ่งแม้เคยต้องขังมาก่อน ต่อไปก็จะได้กลับไปมีอิสระอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี คศ 2000 ประธานเนติบัณฑิตสภาแห่งกรุงปารีส ประกาศว่า จะให้มีผู้แทนทางด้านกฐหมาย ประจำอยู่ที่เรือนจำเพื่อดูแลสิทธิของนักโทษ และช่วยว่าความในศาลด้วย น่าขันที่ว่าสิ่งเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นในเรือนจำทหารด้วย (?) กฐหมายทีออกเดือนเมษายน 2000 นั้นเกี่ยวกับประเด็นสิทธิของพลเมืองทั่วไปเมื่อมีปัญหากับหน่วยงานของรัฐทั้งหลาย แต่ส่วนราชทัณฑ์ กลับคิดว่าตัวเองอยู่นอกเหนือกฐหมายนี้ และได้มีหนังสือสอบถามไปทางไปยังสภานิติบัญยัติ ว่าตัวต้องทำตามกฐข้อน้ีหรือไม่ อยากถามง่ายๆว่า ส่วนราชทัณฑ์นั้นเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเปล่า? นักโทษนั้นเป็นพลเมืองหรือเปล่า? คำตอบทั้งสองข้อคือไช่ และจะมีผลกระทบต่อไปในอนาคตด้วย

รายงานของคณะกรรมาธิการเมื่อเดือนมีนาคม ได้ชี้ให้เห็นทางออกทางการเมืองของบทลงโทษ โดยรับรองสิทธิของผู้ต้องขัง และเรียกร้องให้มีองค์กรอิสระบริการทางด้านกฐหมายให้นักโทษ ในที่สุดสิทธิก็ได้เดินเข้ามาในเรือนจำ และทนายความก็ได้ยื่นขาเข้ามาหนึ่งข้างในคุกแล้ว เพื่อกันมิให้ประตูปิดได้อีก

ข้าพเจ้าหวังว่าความหวังยิ่งใหญ่เมื่อปี 2000 นั้นจะไม่แตกสลาย คุกนั้นเป็นเพียงสถานีเปลี่ยนเส้นทางเท่านั้น ยังมีเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้าและหลังจากนั้นอีก…

การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงของบทลงโทษนั้นมีผลกระทบไปถึงประมวลกฐหมายอาญาทั้งหมด เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2000 กฐหมายซึ่งชี้บ่งว่าบุคคลที่ยังไม่ถูกตัดสินว่าผิด เป็นผู้บริสุทธิ์ นั้น น่าจะทำให้ผู้พิพากศามีสิทธิ์ไม่ยินยอมให้มีการจองจำแบบ สั่งขังระหว่างรอดำเนินคดี การขังแบบนี้ควรเป็นข้อยกเว้นเท่านั้น 40%ของนักโทษที่ประเทศฝรั่งเศสนั้นเป็นผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างพิจารณา นี่แสดงให้เห็นว่าประเทศฝรั่งเศสนั้นมิได้เป็นแบบอย่างที่ดีของการใช้สิทธิมนุษยชนเหมือนที่ประเทศจะพึงปราถนาเลย

ทุกๆปี มีพลเมืองประมาณ 1000 คนที่โดนจำขังโดยที่ทางการตัดสินแบบคลาดเคลื่อน และไม่ควรลืมว่าผู้ต้องขังบางคนมิได้กระทำผิดโดยแท้จริง นี่ข้าพเจ้าอ้างถึงพวกเข้าเมืองแบบผิดกฐหมาย (37% ของผู้ถูกกักขังทั้งหมดที่ ลาซองเต) ซึ่งเป็นความผิดที่ฝ่ายบริหารควรจัดการ ไม่สมควรที่จะได้รับโทษทัณฑ์ และผู้ติดยาเสพติด ทั้งพวกมิจฉาชีพเล็กๆน้อยๆ ผู้ซึ่งสมควรจะได้รับการช่วยเหลือทางด้านสุขภาพ และสังคม เพราะการลงโทษโดยการคุมขังนั้นไร้ผล ทั้งข้าพเจ้ายังคิดไปถึงผู้เยาว์ ที่ทั้งร้อยทั้งร้อยกระทำผิดอีก ทั้งบุคคลที่เป็นโรคจิต ผู้ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมาอยู่ในคุก และข้าพเจ้าก็คิดไปอีกถึงผู้ต้องขังหญิง ที่บางครั้งคลอดลูกในขณะที่ถูกล่ามโซ่อยู่ และนึกถึงเด็กอ่อนที่ต้องประสพกับการเสื่อมโทรมทางด้านจิตใจ และ ร่างกาย…

เห็นได้ชัดเจนว่าพวกเราไม่มีจินตนาการกันเลย คำตอบเดียวที่เรามีก็คือ คุก ห้องขังสำหรับทุกคนที่คุกคามเรา ที่กันบุคคลออกไปจากสังคม เป็นสถานที่รองรับบุคคลที่เราไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับเขาดี

ตลอดแปดปีที่ข้าพเจ้าทำงานที่ลาซองเต ข้าพเจ้าได้พบกับผู้คนที่อยู่นอกขอบข่ายของสังคม คนยากจนที่บ่อยครั้งไม่มีโดกาสได้รับการดูแลรักษาทางด้านการแพทย์ที่เรือนจำมีไว้ให้ การต้องถูกติดคุกนั้นได้กลายมาเป็นแบบอย่างของการรักษาคนจนไปเสียแล้วหรือ?

เราผู้มีหน้าที่ต่างๆกัน เพราะว่าไม่มีการต่อต้านอย่างจริงจรัง จึงได้ปล่อยให้สกานการณ์นี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมไป

จริงๆแล้วไม่มีใครสนใจปัญหาที่เกิดขึ้นในเรือนจำ จนกระทั่งปีนี้ซึ่งสนใจจนเป็นแฟชั่น อยากให้แนวนิยมนี้อยู่นานหน่อย…

แล้วไม่ใช่ว่าคนทั่วไปไม่รู้เรื่องปัญหาผู้ต้องขังอย่างเดียว เรายังต้องหยิบยกประมวลกฐหมายอาญาขึ้นมาพิจารณากันอีกครั้ง เพื่อใคร่ครวญว่า การกดกันตัวบุคคล การถูกลดสภาพความเป็นคน การทำให้เขาต้องรับคำสั่งตลอดการ ต้องอับอาย และโดนโปรแกรม และถูกส่งเข้าโรงพยาบาลโรคจิต คนมีอำนาจกว่าย่อมอยู่เหนือคนอ่อนแอ ทั้งนี้เหมือนกับจะพูดอย่างไม่ต้องเสแสร้งว่า “ที่นี่ แกเป็นแค่เศษมนุษย์เท่านั้น”

อำนาจนี้ใช้ในที่ปิด โดยไม่มีความโปร่งใส ไม่มีการควบคุมจากภายนอก สักวันหนึ่งต้องลงเอยด้วยสภาพการณ์ที่เลวร้าย นี่ก็คือธรรมชาติของมนุษย์ และผลลัพธ์ก็เหมือนๆกันหมดในทุกสถาบันปิด

คุกนั้นทั้งทำให้อุ่นใจทั้งสร้างภาพพจน์ เราบอกตัวเองว่านี่คือสถานที่กักขังผู้ร้าย ที่มีคนเฝ้าแน่นหนา ทำให้เราผู้อยู่ข้างนอกนอนตาหลับ แต่ตามความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้นเลย ผู้ต้องขังนั้นเปรียบเสมือนอยู่ในระหว่างเวลาละคอนเปลี่ยนฉาก ก่อนที่จะออกมามีชีวิตอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจุดประสงค์คือการรักษาความแลอดภัย จุดมุ่งหมายควรจะเป็นว่า ผู้ต้องขังผู้ซึ่งเมื่อได้รับโทษทัณฑ์ตามความผิดแล้ว จะได้ออกมาเป็นคนที่ดีกว่าตอนเขาเข้าคุก เพื่อที่เขาจะไม่กระทำผิดอีก

หรือจะเลือก ให้นักโทษออกมาจากคุกโดยมีความโกรธและเกลียด เราควรเปิดโอกาสให้มีการปลดปล่อยมากขึ้น ให้มีความหวังเสมอว่าจะได้รับอิสระ ตามสถิติถ้าผู้ถูกคุมขังต้องจำคุกเต็มอัตราเท่าไหร่ จะมีความเป็นไปได้สูงที่เขาเหล่านั้นจะกระทำผิดอีก ถ้าขังนานเกินไป ผู้ต้องขังจะเสียคนไปเลย ในประเทศฝรั่งเศสนั้น การปลดปล่อยแบบมีเงื่อนไข ได้ลดลงมาเกือบครึ่ง…

มีทางเลือกมากมายกว่าที่จะต้องเป็นการจองจำ เช่น การควบคุมทางด้านตุลาการ การให้ผู้ต้องขังมีอิสระบ้าง การให้ผู้กระทำผิดซึ่งเป็นผู้เยาว์แก้ตัว ให้นักโทษอาศัยอยู่นอกคุกได้โดยมีหรือไม่มีผู้ควบคุม ให้ใช้แรงงานทั่วไป

แต่ทางเลือกเหล่านี้ไม่มีการจัดหาให้อย่างเพียงพอ และกฐหมายก็ไม่ได้ช่วยให้เกิดมีขึ้น เราต้องสร้างตัวเลือกอื่นขึ้นมาอีก ทางเลือกใหม่นี้ต้องมีอำนาจตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของกฐหมาย และพร้อมมีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือทางด้านกฐหมายทุกขั้นตอน ในขณะเดียวกันทางเรือนจำก็ต้องทำตัวเป็นสถาบัน ศึกษาและสังคม เราจะเป็นคนของสังคมได้อย่างไรถ้าเราต้องใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่ไม่มีการสมาคม ถ้าเราเริ่มนับถือผู้ต้องขังได้เมื่อไร เมื่อนั้นเราก็หวังได้ว่าเขาจะนับถือตัวเขาเอง และผู้อื่นด้วย

เรือนจำนั้นเป็นสถานที่ที่ไร้อิสระอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มความอับอายขายหน้า เข้าไปอีก ประเพณีของศาสนายิวคริสเตียนที่ต้องล้างบาปโดยการทุกข์ทรมานนั้นมิได้พิจารณาผลเสียทางด้านจิต ก็คือ การทุกข์ทรมาน และ การอับอายขายหน้า เป็นบ่อเกิดแห่งความโกรธแค้น และทำให้กระทำผิดอีก ในสถานการ์ณที่ก้าวร้าวและรุนแรงเช่นนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ ผู้ต้องขังจะกลับตนเป็นคนดี แก้ไขอดีต และก้าวไปข้างหน้าในสังคมได้

ไม่ใช่ว่าสถานกักกันสมัยใหมๆ่ที่ยุติธรรมและมีเมตตาจิตเท่านั้นที่เริ่มเปลี่ยน เราทั้งหลายต้องเปลี่ยนให้ได้ลึกถึงจิตวิญญาณ

ถ้าจะให้บังเกิดผล เราต้องมีมนุษยธรรมแต่ไม่จำเป็นต้องอ่อน คุกนั้นเป็นสถานกักกันที่กดดันความเจริญเติบโต ผู้ต้องขังน่าจะมีสิทธิส่วนตัว ที่จะทำงานบ้าง เรียนรู้ หรือฝึกงาน ไม่ใช่เพียงที่จะกลับไปอยู่ในสังคมได้อีกโดยไม่กระทำผิดอีกเท่านั้น แต่เพื่อให้เขาแก้ตัวให้กับสังคมที่เขาได้ทำผิดไว้ด้วย

งบประมาณที่จัดขึ้นเพื่อปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงหน่วยงานราชทัณฑ์นั้นไม่ควรนำไปใช้แต่การสร้างเรือนจำใหม่ๆ แต่ควรเป็นการฝึกสอนเจ้าหน้าที่เรือนจำด้วย เพื่อที่การปฎิรูปจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อาชีพนี้ยากนักควรต้องมีการ ลงทุน เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่เป็นแค่พนักงานผู้ถือกุญแจ… การลงทุนนี้เป็นทางเลือกอีกอย่างแทนที่การสร้างคุก และก็ไม่น่าจะแพงไปกว่าค่าใช้จ่ายในการคุมขังผู้ต้องหาหนึ่งคน

ข้าพเจ้าเพียงพอแล้วกับสถานกักกัน กับการไม่เชื่อมโยงกัน กับระบบบริหารงาน และ เหนือสิ่งอื่นได ข้าพเจ้าต้องหนีไปจากสถานที่ปิดนี้ แปดปีที่เหมือนถูกจองจำนั้นพอแล้ว ข้าพเจ้าไม่อยากจากที่นี่ไปโดยไม่บอกอะไรเลย และไม่ต้องการเขียนเรื่องเล่าที่น่าอ่านกว่านี้เพียงเพื่อว่าจะไม่ได้โดนว่า โดนโจมตี หรือมีคนอิจฉา แต่ก็ได้รับการสนับสนุนอย่างมากมาย ถ้าจำเป็นจริงๆข้าพเจ้าก็จะกลับมาทำงานที่นี่อีก

The most recent posting contains up to date details of death row in Bang Kwang prison. Concerned with the death penalty we are continually reminded of the awful conditions of detention, especially for those condemned to death. The most blatant offence against the humane treatment of prisoners is the permanent shackling of detainees. Remedies are not in piecemeal improvement of abuses, but rather in a total change in the penal system. In the following extract from a book which led to upheaval in the French prison system the principles of such a change are passionately laid out.

Chief Medical Officer of La Santé Prison

Extract from the memoir of Veronique Vasseur
“At La Santé, one cannot be lukewarm. Either one is passionate and one goes the whole way, or one becomes indifferent, and performs one’s function very badly. One cannot just maintain a technical and professional attitude. Either you commit yourself, or it is not worth the bother”.

While the extension of medical services in the prisons has reached normal standards, other things are unchanged: hygiene conditions which are precarious and unhealthy, aged locations, laziness, detention without planning, valueless activities, absence of intimacy, promiscuity, absence of affection, endless waiting, hopes which are always frustrated, anger and hopelessness, violence, self mutilation, attempted suicides as well as actual suicides but also security that is sometimes excessive and paranoid, repeated body searches, handcuffs or sometimes leg irons, arbitrary regulations, useless and humiliating teasing, systems of balance which weigh on the most vulnerable, prolonged isolation which can go on for years, medieval disciplinary quarters, and, finally, a total lack of rights in a place meant to represent them.

Dostoyevsky wrote: “We cannot judge the level of civilization of a nation without visiting its prisons”. This, at least, has been well taken care of …
The findings are overwhelming. A report made by members of parliament and senators bears the heading “Prisons, a Shame for the Republic”.
We are all responsible for this state of affairs. But the immediate question is: are we civilized?
I became involved because I had no other moral choice. The code of medical ethics reads; ‘The doctor may not depart from her professional independence in any form whatever’ Article 5. ‘A doctor examining or caring for any person deprived of liberty must neither directly nor indirectly, even by being present, favour or tolerate any action against the physical or mental integrity, or the dignity of the detainee’ Article 10. My Hippocratic oath reminds me that ‘My first duty is to reestablish, to preserve and to promote health in all its aspects… I respect all persons, I will intervene to defend them if they are weak and vulnerable, or when their integrity or dignity are threatened’. My idealism cost me dearly, honesty and respect do not pay.
I regret nothing. I profoundly loved this place and its occupants. I have learned much. I have had moments of despair, but also great joys and much emotion.
A prison is a school of tolerance, of listening and respecting others. It must never be forgotten that a detainee is a citizen who, deprived of liberty during a more or less long intermission, is called to join again the free world.
In February 2000, the President of the French Bar in Paris, announced that there would be a permanent legal representative within the prison to care for the rights of the detainees and to plead on their behalf in court disputes. By an amusing coincidence this practice had already become a reality in all French prisons. The law of April 2000 established the rights of citizens with regard to the administration. The penal administration, abusively considering itself apart, queried the Council of State, whether it was subject to this regulation. The question is fundamental. Is the penitential administration an administration or not? Is a detainee a citizen? The answer in both cases was yes, and will have considerable effect on the future.

A Commission report in March shows the way for a truly political penitentiary. It affirms the rights of the detainees and calls for the creation of an independent control charged with verifying the application of laws behind bars. At last, rights have found an entry into prisons and lawyers have a foot in the door to stop it being closed again.
I hope that the immense hopes of the year 2000 will not be shattered, a prison is only a transit station, there is a before and an after…..
The upheaval in the penal institutes has had repercussions in the whole judicial world. In June 2000, a law on the presumption of innocence foresees a liberty judge who should take a stand on the demand for provisional detention by the judge preparing the case for the courts….. Provisional detention should be the exception; 41% of those arrested being detained and excessively long provisional detentions show that France is no longer the model of human rights it has always wished to be.
Every year, about 1,000 persons are imprisoned by error. Nor should we forget those who should not be there at all. I think especially of illegal immigrants (37% of those in La Santé), their offence being an administrative matter they should not be subject to the penal code. I think too of the drug addicts and small time delinquents, whose treatment should be health and socially based; repressive punishment is ineffectual. I think too of minors, who offend again at a rate of almost 100%. Also the psychically disturbed, who have no place in the prison system….I think too of imprisoned women, who sometimes give birth while shackled, and of their babies who suffer psychic and motor disequilibrium….
It appears that we lack imagination. A sole response: prison, prison for all those who derange us, to exclude from society those with whom one does not know what to do….
During my eight years in la Santé, I met with, apart from some exceptions, a marginal population, poor, often without access to care and taking the opportunity of access to prison medical services. Has imprisonment become a mode of treatment of poverty?
We have all, each at her level of responsibility, by our lack of protest, allowed this situation to develop into the habitual routine of our society.
In fact nobody was interested in prisons. Until becoming a fashion this year; if only it could last….
Not only is it that many have no connection with the prison system. The Penal Code must be re-examined, its role in oppressing individuals, breaking down their personalities, making them creatures of response to orders, humiliation being programmed and institutionalized.. Power is exercised by the strongest over the weakest. In effect what is being said, without the hypocrisy, is ‘Here, you are no longer anything!’
Such power, in an enclosed area, without any transparency, without external control, can only end in aberration. Such is human nature and the outcome is the same in all closed institutions.
Prison reassures as much as it engenders fantasy. One says to oneself, that is where evil is contained. It is well guarded and we can sleep peacefully in our beds. But the reality is otherwise. The detainee is in a state of intermission and must re-emerge. Even though the goal is security, the objective is that he who has fulfilled his penalty emerges a better person than when he entered the prison, so that he will not re-offend.
The alternative would be for the freed prisoner to emerge in hatred and anger. One must envisage more permissions to leave prison, more anticipated liberations. According to statistics, the more the full penalty is served, the higher the probability of re-offense. If the penalty is too long, the prisoner is destroyed for ever. In the last fifteen years in France, conditional release has decreased by half…
There are already many alternatives to prison – judicial control, semi-liberty, penal reparation for minors, outside placement, with or without supervision, general works…but these arrangements remain insufficient and justice avails too little of them. One must invent new alternatives. These procedures must be judicial as is wished by lawyers, and with the right to legal assistance at every stage. It is equally necessary that the prison play an educative and social role, one cannot have a social being in an asocial setting… It is only in respecting the detainee that one can hope that he regains self-respect and the respect of others.
A prison consists in the deprivation of liberty. It is useless, and also ineffectual to add humiliation. The judeo-christian tradition which promotes redemption by suffering is oblivious of psychological evidence: suffering and humiliation generate hatred, vengeance, and lead to re-offence. One does not re-establish oneself, make amends for the past, and take a step towards society, in an environment of violence and force.
It is not only in fair new prisons and with benevolent law that change occurs, a profound change in spirit is required.
To have effect, one must be humane, which does not entail laxity. Actually prisons fulfill their function as guardian efficiently, but, paradoxically, with a certain permissiveness which avoids the growth of revolt. The detainee should have a personalized sanction. He should have rights, be able to accomplish tasks, acquire a formation, and serve an apprenticeship. And that not only to re-enter society and avoid re-offense, but also to make reparation to society whose laws have been transgressed.
Budgets for reform of the prison system should not be dedicated only to constructing new prisons but also to the formation of better prison officials without whom no prison reform can be effective. Theirs is a difficult occupation and which requires individual investment so that they are not just carriers of keys…Investment must also be made in alternatives to prison, which, besides, would cost must less than a stay in prison.
I have had enough of prison, of its incoherencies, its administrative loads and, above all, I need to escape this closed milieu. Eight years in confinement is enough. I did not wish to leave this place without saying anything, nor did I wish to write what might have been more acceptable rather than earning condemnation, attack, jealousy, but also immense support. If necessary, I would do it all again…

Wednesday, July 01, 2009

Bang Kwang Improves

Conditions in Bang Kwang Prison
A year ago Bang Kwang Prison was listed by the Times Newspaper as one of the ten worst prisons in the world. However, conditions there have improved; there is now at least one worse prison in Thailand itself! The following is an up to date summary of the conditions for Death Row prisoners, most of whom are held in Bang Kwang.

The Prison of Bang Khwang in Nonthaburi, Bangkok, consists of 13 buildings. Apart from building 8 (factories), 9 (kitchen), 10 (solitary confinement), 11 (executions) , 12 (hospital), 13 (university and pigs), 15 (coffee shop), each of them is composed of cells of similar size and capacity. The total capacity of the prison is 4,000 and the number of prisoners amounts at present to about 4130.
Building 1 which used to host all death row inmates is now closed and death row prisoners are located in buildings 2 and 5, separated from other prisoners, including those condemned to life imprisonment.
Death row prisoners are between 20 to 30 people to a cell, all together, without any distinction regarding their age, offence or the status of their case. They sleep on blankets lying on the floor. Electric lights are on 24 hours a day. They can shower every day but are provided infrequently with toiletries. They are chained at the ankles 24 hours a day for the entire length of their stay on death row.
Their daily routine is as follows :
The cells open at 7.30 am for breakfast. They can go out to exercise and/or study until 11.00 am. Lunch is served between 12.30 and 1 pm. They are locked back in their cell at 2.30 pm or 3 pm depending on the day. No dinner is served. The two daily meals are composed of rice and a soup with pieces of meat or fish. They can take as much rice as they want for lunch. No free coffee or tea are available.
They have no possibility to meet with other prisoners. They can only study or exercise among themselves.
They are allowed 2 visits a week, on Tuesdays and Thursdays. The first round of visits starts at 1 pm until 1.45 pm and the second round starts at 1.45 until 2.30 pm. Visitors must arrive half an hour prior to the visiting time.
They are allowed phone calls twice a week for 5 minutes. The use of cell phones is prohibited.
They are allowed to write letters. However, the content is censored and the letters cannot be too long or contain any explicit complaint.
In case of ill-treatment, prisoners can submit a complaint to prison authorities. However, the death row inmates in Bang Khwang are usually a lot more subject to depression than to physical violence. That is why moral support from the outside, especially from families and friends, is so essential to them.

Thursday, June 18, 2009

Death Penalty Does Not Deter Murder

โทษประหารชีวิตไม่สามารถยับยั้งอาขญา¬กรรม-จากข้อมูลการศึกษาของมหาวิทยาลัย Colorado at Boulder

88%ของนักอาชญาวิทยาชั้นนําชองประเทศไม่เชื่อว่าโทษประหารชีวิตนั้นจะสามารถยับยั้งฆาตกรรมได้นี่ก็คือ ข้อมูลจากการศึกษาค้นคว้าซึ่งตีพิมพ์วันนี้ ในวารสาร Journal of Criminal Law andCriminology ของมหาวิทยาลัย Northwestern University School of Law ซึ่งเขียนโดยศาสตราจารย์ MichaelRadelet ประธานคณะสังคมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Colorado at BoulderและTracy Lacock ทนายความ ผู้ฃึ่งเคยเป็นนักศึกษา ของมหาวิทยาลัยเดียวกันนี้มาก่อน ศาสตราจารย์ Radelet ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญชั้นนําของประเทศ ทางด้านโทษประหาร กล่าวว่า ข้อมูลการค้นคว้าที่ชื่อว่า "Do Executions Lower Homicide Rates? The Views of Leading Criminologists" นั้น ได้ลบความเชื่อโดยสิ้นเชิงว่าโทษประหารนั้นทําให้อาชกรรมลดลง Radelet กล่าวต่อไปว่าข้อมูลนี้ได้แสดงให้เห็นว่าการที่วงการทั่วไปต่อต้านการยั้บยั้ง
โทษประหารชีวิต เพราะเชื่อว่าจะทําให้อาชญากรรมลดลงนั้น แท้จริงแล้วเป็นความคิดที่ผิด เมื่อได้ถูกสํารวจอย่างจริงจังโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยตรงและข้ออ้างต่างๆเพื่อสนับสนุนโทษประหารนั้น ออกจะอ่อน เมื่อเทียบกับผลลบอื่นๆ เช่น ค่าใช้จ่ายสูง การตัดสินแบบไม่เป็นธรรม การฆ่าคนบริสุทธิ์และการดึงเอาทุนใช้จ่ายจากมาตรการประสิทธิภาพที่ควรจะได้ช่วยลดอาชญากรรมและช่วยเหลือผู้ถูกกระทํา การศึกษาข้อมูลนี้ กระทําโดยการส่งแบบสอบถามให้กับนักอาชญาวิทยาชั้นนํา ชองประเทศอเมริกา รวมทั้งนักวิจัยแห่งสถาบัน American Society of Criminology และผู้ได้รับรางวัล Southerland Award จากสถาบันเดียวกันนี้ รวมทั้งประธานสถาบันท่านปัจุบันทุกท่าน American Society of Criminology นี้เป็นสถาบันชั้นสูงสุดของนักอาชญาวิทยาทั่วโลก ผู้ตอบแบบสอบถามดังกล่าว 77 ท่าน มิได้ถูกถามตามความเห็นส่วนตัวเลย ว่าคิดอย่างไร
กับโทษประหารแต่ทว่าได้ขอให้ตอบคําถามตามพื้นฐานของข้อมูลที่ได้จากการวิจัยเชิงประจักษ์ ที่เกี่ยวกับประเด็นนี้ Radeletได้พบว่า 87% ของนักอาชญาวิทยาเชื่อว่า การยับยั้งโทษประหารชีวิตนั้น จะไม่มีผลกระทบเลยกับอัตราฆาตกรรมและอีก 75% ของผู้ถูกถาม ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "การถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นโทษประหารนั้นทําให้สภาคองเกรสและผู้ออกกฐหมายของรัฐเบี่ยงเบนความสนใจไปจากการแก้ปัญหาอาชญากรรมที่แท้จริง"
ทั้ง RadeletและLacock เขียนต่อไปว่า ข้อมูลการวิจัยครั้งนี้ ได้แสดงให้เห็นว่า นักอาชญาวิทยาชั้นนําของโลกส่วนใหญ่จะเชื่อว่าการวิจัยเชิงประจักษ์ได้แสดงให้เห็นว่าเหตุผลที่ทั่วไปอ้างเพื่อยับยั้งโทษประหารนั้น เป็นความเห็นที่ไม่ได้อยู่ในรากฐานแห่งความเป็นจริง นักอาชญาวิทยาเหล่านี้ได้ออกความเห็นอย่างพร้อมเพรียงกันว่าโทษประหารนั้นมืได้มีผลยับยั้งอาชญากรรมมากไปกว่าการถูกจําคุกระยะยาวเลย การศึกษาข้อมูลนี้ได้รับทุนจาก Sheilah's Fund แห่ง Tides Foundation ของเมือง San Francisco โดยที่ Death Penalty Information Center Washington DC เป็นผู้จัดการให้

According to New CU-Boulder Study

Eighty-eight percent of the country's top criminologists do not believe the death penalty acts as a deterrent to homicide, according to a new study published today in Northwestern University School of Law's Journal of Criminal Law and Criminology authored by Professor Michael Radelet, chair of the sociology department at the University of Colorado at Boulder, and Traci Lacock, an attorney and CU-Boulder graduate student in sociology.

The study titled "Do Executions Lower Homicide Rates? The Views of Leading Criminologists" undermines deterrence as a rationale for maintaining the punishment, said Radelet, one of the nation's leading experts on the death penalty.

"These data show that deterrence, which in many circles is the strongest justification for the death penalty, falls on its face when closely examined by those who are best qualified to study and evaluate it," Radelet said. "Any justifications for the death penalty that might remain pale in comparison to drawbacks such as high costs, arbitrariness, executing the innocent and diverting resources from more effective ways to reduce crime and assist victims."

The study was conducted by sending questionnaires to the most pre-eminent criminologists in the country, including fellows of the American Society of Criminology, winners of the American Society of Criminology's prestigious Southerland Award and recent presidents of the American Society of Criminology. The American Society of Criminology is the top professional organization of criminologists in the world.

The 77 respondents were not asked for their personal opinion about the wisdom of the death penalty, but instead to answer the questions only on the basis of their understandings of the empirical research available on the subject.

Eighty-seven percent of the expert criminologists also believed that abolition of the death penalty would not have any significant effect on murder rates, Radelet said. And 75 percent of the respondents agreed that "debates about the death penalty distract Congress and state legislatures from focusing on real solutions to crime problems."

"Our survey indicates that the vast majority of the world's top criminologists believe that the empirical research has revealed the deterrence hypothesis for a myth," Radelet and Lacock wrote. "The consensus among criminologists is that the death penalty does not add any significant deterrent effect above that of long-term imprisonment."

The study was funded by Sheilah's Fund at the Tides Foundation in San Francisco and was arranged through the Death Penalty Information Center in Washington, D.C.

Tuesday, June 16, 2009

Santi Asoke and the Death Penalty in Thailand

The union for Civil Liberty is currently conducting a series of 20 seminars on the death penalty throughout Thailand. Recently a seminar was held in the main temple of Santi Asoke, a noted Buddhist grouping founded by Phra Bodhirak, previously a well known media figure. Santi Asoke is noted for its interest in the reform of Thai society. The seminar began with an address given by Phra Bodhirak. Santi Asoke is firmly opposed to the death penalty. Strictly vegetarian, they also avoid the killing of any living being.

“พ่อท่าน สมณะ โพธิรักษ์ เป็นผู้เปิดสัมมนาและปาฐกถา ได้แดสงความเห็นว่า “สิทธิมนุษยชนกับโทษประหารชีวิต เราต้องเข้าถึงระบบโลกที่เรียกว่าสมมุติสัจจะ กับระบบธรรมที่เรียกว่าปรมัตถสัจจะถ้าเราไม่เข้าใจสองส่วนนี้อย่างชัดเจนแล้วจะปนกัน แล้วจะบังคับให้คนนั้นมาเป็นอันนี้ คนนี้มาเป้นอันนั้น ยกตัวอย่างง่ายๆ จะให้พระหรือผู้ที่อยู่ในธรรมวินัยนี้แล้วไปประหารชีวิตใครไม่ได้ ปาราชิกเลย มาเป็นสมณะแล้วไม่มีสิทธิจะไปฆ่าใคร นี้คือโลกของปรมัตถ์สัจจะ
ดังนั้น คนที่อยู่ในกรอบนี้ใครจะร้ายแรงอย่างไรไม่มีสิทธิฆ่าเขา เพราะศาสนาเข้าใจถึงเรื่องกรรมวิบาก กรรมวิบากเป็นของตน ใครชั่วใครเลวจะได้รับกรรมวิบากเอง คนไม่ต้องไปซ้ำเติม กรอบนี้ไม่มีสิทธิไปฆ่าใคร จะผิดจะถูกใครจะมีความร้ายแรงขนาดไหน ไม่มีสิทธิไปฆ่าเขา ชีวิตเป็นของเขา ให้เขารับวิบากกรรมของเขาเอง
ทีนี้ในเรื่องของสมมุติสัจจะ ก็มีกรอบของการลงโทษกันเอง เขาก็จะรับผิดชอบกันเองวิทบากที่เขาทำกันเอง นี่เป็นเรื่องของอจินไตย เป็นเรื่องที่ไม่ใช่โทษประหารชีวิตหรอก เขาเองก็ฆ่ากันเอง อาฆาตมาดร้ายฆ่ากันเอง ขนาดมีกฎหมายซ้อนอยู่แล้วด้วยว่า คุณไม่ฆ่าเขากฎหมายเขาก็ฆ่าคุณ เขายังไม่กลัวกันเลย เขายังละเมิด นี้คืออำนาจของเวรภัย อำนาจของวิบาก อำนาจของกิเลส นี้คือโลกของสมมุติสัจจะ เพราะฉะนั้นจะมาตั้งกฎเกณฑ์ว่าไม่มีการประหารชีวิต คนก็ฆ่ากันเองอยู่ดี แต่ไม่เป็นไรหรอกเรื่องสมมุติ การไม่มีประหารชีวิตเป็นปรมัตถสัจจะ ชีวิตของเขาเป็นของเขา เขาจะทำผิดทำชั่วอะไรเป็นเรื่องของเขา ไม่มีสิทธิไปประหารชีวิตเขา เป็นแต่เพียงไล่เขาออกจากหมู่คณะไป
ถ้าจะให้อาตมาออกความเห็นโดยส่วนตัว การที่จะไปละเมิดฆ่าใครก็ไม่สมควรอย่างยิ่ง ใครเขาจะชั่วจะเลวอย่างไร อาตมาเชื่อกรรม เชื่อวิบาก กรรมเป็นของของตน วิบากเป็นของของตน ใครเป็นคนชั่วขนาดไหนเขาเขาจะรับวิบากของเขาเอง จะมีคู่วิบากจัดสรรของมันเอง ไม่ต้องห่วงหรอก ในสังคมมนุษย์มันจะเกิดของมันเอง เพราะฉะนั้นปล่อยเขาไปเถอะ และจะเป็นไปตามวิบาก ถ้าใครเชื่อกรรมเชื่อวิบาก... เพราะฉะนั้นการกำหนดโทษประหารชีวิตอาตมาว่าไม่สมควรกระทำ แต่มีโทษที่ต้องแรงมีข้อกฎเกณฑ์ไม่ให้เขามีโอกาสมาทำชั่วในหมู่กลุ่มนั้นๆ ได้อีก สมัยโบราณเขาเนรเทศไปอยู่เกาะที่คนเลวอยู่ แต่สมัยนี้ไม่มีเกาะให้อยู่แล้ว สูงที่สูดในระดับจองจำตลอดชีวิตก็น่าจะพออันนั้นก็รุนแรงแล้ว
เสริมเรื่องสิทธินิดนึง พระพุทธเจ้าสอนเรื่องสิทธิไม่ใช่เรื่องตามใจตนเอง การจะใช้สิทธิไม่ใช่เพื่อบำเรอกิเลสตยเอง เพราะมันจะต้องมีกรอบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมความสมควร ไม่สมควรของสังคม เรียกว่ามารยาทสังคมก็ได้ หรือคุณธรรมสังคมก็ได้ ส่วนปัญหาที่จะไปประหารชีวิตนั้นเป็นปัญหาปลายเหตุ เพราะคนจะไม่มีความรุนแรง ไม่มีความเลวร้ายถึงปานนั้นถ้าคนมาลดกิเลส ถ้ามาแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเรื่องปัญหาของสิทธิ ปัญหาของการลงโทษอะไรพวกนนี้จะเบาลง สังคมจะไม่มีโทษรุนแรงเลย”

Friday, June 12, 2009

The Torture of Waiting for Execution

Victor Hugo in ‘The Last Day of a Condemned Man’ describes with all the passion and clarity of his art ‘the slow succession of tortures which comprise the process of execution.’ In 1829 he outlined the great misrepresentation of the process of execution which is still current today; ‘they think that the execution is only the fall of a blade, nothing before, nothing after. They do not think of the sufferings of the spirit as they vaunt the power of killing with little physical pain’, a pain deemed insignificant because it only lasts half a second.
Talking with a prisoner on death row, a few days ago, I perceived the suffering, indeed the torture, of indecision, of the long wait for either execution or some kind of reprieve. It is a torture which generates bouts of extreme depression and hopelessness, negating any purpose in life, even an indifference to a further stage in the legal process.
For six years now, no one has been executed in Thailand, although death sentences are still handed down at a rate of more than one a week. Prison officials ask the condemned why they worry, no one is actually being executed. But the threat that it may all start again at any moment is an exquisite torture, like the notorious dripping of a water tap which never ceases; already a cruel and inhumane pain.

Wednesday, June 10, 2009

Death Penalty Thailand Statistics - 8th June 2009

All cases, present status

M/F***Appeal Court******Supreme Court******Complete********Total

Death Penalty for Drugs


Death Penalty for Homicide and related crimes


Wednesday, May 20, 2009

Capital Crime in Thailand

Those who work for abolition of the death penalty dread the occurrence of vicious and totally inexcusable homicides. Cases of homicide which incur the death penalty fall into three categories:
1. Cases where despite the requirement in law that the evidence be clear and convincing, allowing for no other interpretation than the guilt of the accused, reasonable doubt persists and the possibility exists of wrongful conviction. A famous case in the Philippines which greatly helped abolition related in the court records that the accused had said such and such. Subsequent examination of t he condemned person by a doctor revealed that the accused was deaf and dumb, throwing doubt on the whole legal process. More generally, many cases occur where examination of the evidence reveals serious flaws and unanswered questions. Abolitionists can refer to such cases as 'unsafe' convictions.
2. Most cases are convincing enough. and may even include a plea of guilt by the accused. But it is seldom that evidence is overwhelmingly strong, as it must be, independently of a guilty plea which may have been induced by seemingly endless interrogation or other cause. Above all, there are extenuating circumstances. The accused may have led a blameless life and the crime appear quite out of character. Or the accused may have serious deficiencies of intelligence, be uneducated, have little understanding of legal procedure. Many accused are poor and disadvantaged, or may have been subject to abuse. In the words of Pascal, 'to understand everything is to forgive everything'.
3. Finally, there are crimes which are blatant, where the evidence is indeed overwhelming. Or there are crimes that are so vicious and cruel that the concept of mercy can hardly be considered. Cases like this awake feelings of revenge, feelings that no punishment is sufficient. There is also a fear that the guilty person is a monster who could repeat the crime if not executed. It is indeed difficult to argue against the death penalty in such cases. But argue we must, in the name of humanity itself.

While Thailand approaches a period of six years without the death penalty, it is a tragedy that cases of the third kind still occur. In one case the death sentence was handed down on a woman who had hired four men to kill her 56 year old husband to benefit from a 2 million baht insurance cover she had taken out on his life. The four men were also found guilty of murder but the death sentence against them was commuted to a 25 year sentence on account of their admission of guilt. Surely, a cut and dried case!

On the 14th April there occurred a particularly cruel crime.
"On Friday, robbers killed Apisa Tasi, 12, and her sister Orawan, 7, by hanging them at the back of their house in Ban Koh Mi in tambon Klong Hae, Haadyai. Their hands and legs were bound.
Police believe at least two robbers raided the house. They took 13,000 baht in cash and two-baht weight in gold jewellery.
The girls were left alone as their grandfather and his wife went out to tap rubber trees. Their mother was not in the house during the raid."
Police surmise that the girls would have recognised the killers who were probably their relatives, and were killed to avoid detection. A horrendous crime for such a paltry motivation. It is likely that arrests will be made and we will witness strengthened support for the death penalty.

And yet, everyone has the right to life.

Monday, March 16, 2009

Updated Thai Death Penalty Figures

Total Number Condemned to Death: 754 persons

All legal process completed: 91 persons
Cases still under Appeal: 428 persons
Cases under review by Supreme Court: 235 persons
New death sentences handed down in 2008: 57 persons (approximate figure)

Total number of cases of condemnation by Court of First Instance, Appeals Court, and Supreme Court in the year 2008: 232 persons

Source: Government source, spokesperson for Bang Kwang prison management: 11th March 2009

Wednesday, February 25, 2009

Capitalist argument for abolition

Well, glory be! Abolition is being achieved because it is cheaper than executions. We know that capitalism is amoral, but that it should act in favour of a moral issue to save money! Alleluia.

When Gov. Martin O’Malley appeared before the Maryland Senate last week, he made an unconventional argument that is becoming increasingly popular in cash-strapped states: abolish the death penalty to cut costs.
Mr. O’Malley,Democrat and a Roman Catholic who has cited religious opposition to the death penalty in the past, is now arguing that capital cases cost three times as much as homicide cases where the death penalty is not sought. “And we can’t afford that,” he said, “when there are better and cheaper ways to reduce crime.”

Lawmakers in Colorado, Kansas, Nebraska and New Hampshire have made the same argument in recent months as they push bills seeking to repeal the death penalty, and experts say such bills have a good chance of passing in Maryland, Montana and New Mexico.

Unfortunately, such arguments are unlikely to be valid in Thailand, where summary legal proceedings leading to capital punishment are unlikely to be more expensive than long term imprisonment. But, on the other hand, the low cost of appallingly overcrowded prisons, inadequate warder to prisoner ratios, and primitive conditions may indeed make lifetime imprisonment a cheaper option. Must we really engage in such economics of death? Hrdefender has just returned from a visit to Bhutan where operative Buddhist beliefs have banished the death penalty for the last hundred years, and vegetarianism, to spare the lives of animals, is a preferred life style.

Sunday, February 08, 2009

The Blooded Stone - Stoning in Iran

The issue of death by stoning is the most tortuous of all death penalty issues. The following article is a remarkable attempt to confront the practice on all fronts, including the sensitive issue of the claim that the practice is derived from Koranic teaching. The article is long, but its content is momentous. Many of the arguments are those we have exchanged with our Muslim friends in Thailand during seminars on the death penalty..

The Bloodied Stone

Execution by Stoning
Emadeddin Baghi

A few weeks ago the media published a report regarding the imminent stoning of a man and a woman in Qazvin for the charge of adultery committed with a married woman. Upon hearing the news, Ayatollah Shahrudi, the head of the Iranian Judiciary, immediately ordered the suspension of this act. What happened was yet another manifestation of the important role played by the media in informing Iranian officials about the atrocities that occur hidden from the eyes of everyone. But two weeks later a piece of news stunned everyone. The judge in the case ordered the stoning of the man and since there were not enough pious people present, he implemented the sentence with the help of a few members of the police force. This time the issue of stoning that had been placed in the back burner for a while made headlines and the concern about its repetition came to life again.

I am writing this piece not to engage in sophistry but to address a serious issue that constitutes one of our contemporary legal quandaries. I have been a student of Islamic jurisprudence and knowledge as well as sociology and in recent years I have focused my religious studies on the issue of capital punishment (execution, qessas, and stoning).

The real and fabricated images of stoning in the foreign media and their destructive impact on Islam and Iran are well-known and there is really no reason to discuss them. What motivates me to write is the recent implementation of several stoning sentences and the existence of 9 people in line to be stoned, some of whom asides form being accused of illicit relationships are also charged with murder.

Another motivation is the fact that the head of the judiciary does not consider these sentences as beneficial and has ordered their suspension. Although this order has significantly reduced the issuance of these sentences, still some judges continue to hand them out (the Qazvin example being the latest) since the head of the Judiciary’s order has yet to find legal expression, keeping the relevant laws of the Islamic penal code in force. Hence my plea for legislation that eliminates and replaces stoning as a more definite path for preventing such verdicts.

Considering that Iran’s civil and criminal code is inspired by the Islamic juridical tradition and popular culture is also intertwined with religion, legal reform requires understanding of Islamic jurisprudence (fiqh) and new independent interpretation (ijtihad), the responsibility for which lies with religious leaders (fuqaha). I believe that the use of reasoning regarding the need to eliminate and replace stoning is more beneficial and effective than relying on slogans, false claims, and commanding language. So long as there is hope in someone listening and having an impact through reasoning, words spoken in anger remain unsatisfying and should stay in cover.

Here, I would like to discuss stoning from eight different vantage points:

1. Human Rights
2. The Qur’an
3. Traditional Islamic Jurisprudence
4. As a Case Study
5. Interest of Islam
6. Legal Perspective
7. Emotional Impact
8. Historical and Sociological Perspective

Human Rights

From the point of view of human rights, the stoning sentence is against human goodness and dignity in two ways. First, the right to life is an intrinsic right that cannot be taken away. In other word, it is the right to life that should shape law and be the criteria for forging it and not the other way around. Second, the way the stoning punishment is meted out is violent and an insult to human dignity. Now the question is what is the relationship between stoning as a punishment and Islamic laws?

The Qur’an

The stoning verdict in traditional Islamic jurisprudence (fiqh) is a legal command but it has no basis in the Qur’an. Verse 15 and 16 of al- Nisā (which is said to have been voided with Verse 2 of Nur specifying 100 lashes for adultery) talks about the punishment for adultery for the first time in the following terms: “If any of your women are guilty of adultery, take the evidence of four [Muslim] witnesses amongst you against them, and if they testify, confine them [women] to houses until death claims them, or Allah ordains for them some [salvation] path.” And “if two among you are guilty of vileness, punish them both. If they repent and amend, leave them alone for Allah is kind and merciful.”

Al-Zamakhshari says in Al-Kashshaf that the meaning of this verse is prison for life for the adulterer which was the punishment for this offense at the outset of Islam and was later voided by Verse 2 of Nur which states, “The woman and the man guilty of adultery or fornication, flog each of them with a hundred stripes: let not compassion move you in their case, in a matter prescribed by Allah, if ye believe in Allah and the Last Day: and let a party of the Believers witness their punishment.” At the same time, al-Zamakhshari thinks that the verse was probably not voided and adds that the objective of this verse is to keep the woman in the house to protect her from the repetition of the committed sin and men’s aggression, hence creating conditions for her marriage.

Allameh Tabatabai, one of the prominent thinkers of Shi’i Islam, says the following regarding the two verses:
Interpreters have narrated that when the lashes verse in Nur descended upon him, the Prophet said this is the same remedy and path that God had promised in Verse 15 of al-Nisā. Perhaps this appearance is another appearance in this verse and this is what should be understood from the language of this verse that the command is not permanent and will soon be voided since it is said: ‘and or the Almighty will offer a remedial path.’ In this sentence the issue pf permanent imprisonment of the woman is connected to the testimony of witnesses and not the occurrence of the indecent act. In short, the only time the permanent incarceration command is issued by the sovereign is when four witnesses testify about the woman’s action and if the witnesses do not testify no judgment is rendered, even if the sovereign is certain about the judgment… What exists is the interpretation of incarceration for life but even that is not in prison; rather it is commanded to keep them in homes until their death arrives. This also has a clear reason in order to make the work of Muslims easier and avoid hardship and that is why it is commanded ‘until death arrives’ or that ‘a salvation path is prescribed’; the intent is salvation from life imprisonment. And that there is ambivalence and commanded ‘this or that’ is a reference to the hope that life imprisonment be voided as it did happened since the lashing command voided life imprisonment… and the issue of imprisonment after the death did not become effective. Hence if the verse is about adulterous women, there is no doubt that it has been voided by the lashes verse.

According to what Allameh Tabatabai has said, and the majority of Qur’an interpreters o have said similar things, if Verse 2 of Nur was descended in order to strengthen the previous command there is no reason for the Legislator to avoid mentioning the punishment of stoning and only limit himself to lashing and give the responsibility of stoning (which is the harshest of death punishments) to others. Instead we can say that in such an important instance the Legislator has expressed the command himself and if there was a need for replacement he has done it himself so that the possibility of legislation in such an important instance is not given to others.

And if the verse was descended to lessen the previous punishment (life imprisonment), a harsher punishment such as execution or death by stoning cannot be rendered.

Accordingly, among the two verses generally seen as related to the punishment for adultery, only one remains. This is Verse 2 of Nur which commands 100 lashes for adulterous men and women. Whatever else beyond the 100 lashes has come in Islamic jurisprudence is based on several narrations but these have been questioned by several religious scholars and followers of hadith, such as Ayatollah Seyyed Mohammad Javad Gharavi, as having many weaknesses and deficiencies. According to Gharavi, the important point is that the aforementioned verse expresses a command and it is impossible for it to express only part of a command, leaving the rest unsaid and for the followers to complete.

Execution and capital punishment are the harshest of punishments and the Almighty himself says that the life of one person is equivalent to the life of a whole people and the murder of one is like commanding the slaying of a whole people (al-Ma’idah 32). How is it possible for the Almighty not to specify such a punishment, which is the worst kind of execution in the Qur’an, leaving it in the hands of others while there are many commands of milder punishments regarding other crimes in the Qur’an? Narrations and reports cannot replace the Qur’an. The importance of human life specified in Verse 32 of al-Ma’idah takes precedence. From another side, the narratives of stoning or other narratives quoting the Prophet who rejects killings accompanied with torture even for birds and insects, seeing them as the source of Almighty’s curse, are in evident contradiction to execution by stoning.

In addition the Mu’tazilites and Khawarej (two important sects in Islam) have from the beginning opposed stoning and their reasoning has been that at the outset of Islam stoning existed but the lashes verse voided this punishment. In addition, they argue such a punishment does not exist in the Qur’an and after the lashes verse the Prophet did not order the stoning of anyone. Of course some believe that even before Verse 2 of Nur, stoning as a punishment is not sanctioned.

Some interpreters and religious scholars have said that in stoning existed in the Qur’an but was voided (ibn Qadamah 7 and 156) and A’isha has been quoted to have said that stoning existed in al-Ahzab Sura but was dropped when Othman collected the verses of the Qur’an.

It seems that such a narration is completely false since first of all it is in clear contradiction to all other verses regarding the punishment for adultery. Secondly, its acceptance requires the acknowledgment that the Qur’an has been tampered with, a charge rejected by the majority of Muslims. Given the clear language of the Qur’an regarding the punishment for adultery and the authenticity and importance of the language of Qur’an about the importance of human life, how could we refer to a verse that neither exists nor its existence proven and merely rely on the words of some people who claim that such a verse did exist? Why doesn’t the existing language bring knowledge and proof or documentation while what is not in existence does?

Some, in order to give credibility to stoning in the face of lack of Qur’anic evidence, refer to the fact the caliphs engaged in stoning. But first of all their path (sunnah) cannot be considered the source of a command regarding the life of a human being. Secondly, according to Ayatollah Gharavi, that the caliphs engaged in stoning has not been proven. Thirdly, even if it was proven, the voiding of the holy book by the path of the caliphs is not proper. The sunnah, only if it is successively and with certainty related to the Prophet, can be considered a specification of a command and specification is different from voiding. Fourthly, such a specification can only limit the range of outcomes and exclude a person from the command. In other words, such specification can only delimit and not expand the command since the basic principle in Islam is not harshness and there are many verses and narrations associated with the religion that confirm this principle.

As such, the punishment of death for different kinds of adultery do not have Qur’anic backing and in various verses regarding prostitution and adultery there is merely reference to the indecency of the act and eternal torment associated with it and not capital punishment. In addition, as will be shown below, in traditional Islamic jurisprudence certain conditions have been specified that if not fulfilled, particularly since adultery is usually committed in private, punishment is irrelevant/useless. Another point is that this act has been identified by some as the right of God, which means that only God can unearth the true intentions behind it. With the exception of cases related to the immature and unwise, man cannot judge. This means that the excepted cases are not God’s right and create private rights.

Traditional Islamic Jurisprudence

Although stoning has no basis in the Qur’an but in traditional Islamic jurisprudence it is relied upon on the basis of ways of the Prophet (sunnah) in their many narrations and reports about the implementation of the sentence. Regulations regarding stoning in traditional Islamic jurisprudence are as follows. Each crime can be proven in two ways:

1. Sight
2. Confession

The proof of the crime of adultery through sight requires the fulfillment of certain conditions:

1. The accused must be married.
2. The accused must have access to the spouse.
3. The accused must be endowed with reason.
4. The accused must be mature.
5. The accused must be endowed with free will and engaged in the act without force.
6. The accused must be knowledgeable about the punishment.
7. The accused must be knowledgeable about the subject.
8. The claim to lack of knowledge about the punishment or subject in case the veracity of the claim is probable, without the existence of a witness, will be accepted upon the oath taken by the accused (Article 66, Civil Code)
9. Testimony of four men.
10. All four must be just.
11. Their justness must have been proven.
12. They must have witnessed the crime simultaneously.
13. They must testify simultaneously and if they did not witness the crime simultaneously or one testified later, all four are subject to lashes.
14. All the qualities and details of the testimony should be the same and if, for instance, one or two persons report from various places or angles, the crime is not proven.
15. The witnesses should testify willingly without any reservations.
16. Their testimonies should attest to them being witness to the act of adultery is its “completeness,” meaning that a thread cannot pass between the two bodies, so to speak.

All the 16 conditions must be fulfilled simultaneously for the crime to be proven. This is while the conditions of proof through sight (particularly the last one) are impossible to fulfill and indeed some religious scholars have considered such proof impossible. The question then arises regarding why such a harsh punishment has been forwarded at all. A possible answer is that in the past fourteen century, public opinion regarding the crime has been such that direct rejection of any punishment would not have been possible. Hence the Legislator has acted in such a way as to make the proof of the crime impossible and yet acknowledge the indecency of the act to which the society has been sensitive and say that if such a crime is proven, it is so abominable that it is deserving of such a punishment.

Bu the other way of proving the crime is confession. This approach is also as difficult since first no one voluntarily steps forward to confess to a crime that is considered so abominable in public opinion. Maturity, reason, free will, intent, and clarity are the five conditions for the veracity of the confession. Secondly, even assuming that a person confesses, the advice for the Islamic judge is to not accept the confession if possible. It is narrated that at the outset of Islam a man went to the Prophet and confessed to adultery. The Prophet rejected the confession, saying that he did not do such a thing. The man again insisted on his confession and the prophet again rejected his words, banished him, and assigned some individuals to investigate in his tribe and see if the man is endowed with reasonable faculties, hoping to use this excuse as a means to not implement the sentence. Everyone testified that he is endowed with reason. The man came back to the Prophet and insisted on his crime and finally the Prophet was forced to accept his confession. Assuming the veracity of the narration, this example shows that if exceptionally a person is found who confesses, as much as possible efforts should be made not to accept the confession. The key here is that the person must have confessed in a free environment, without force, and not in prison or under the pressure of interrogations or threats. As such on the basis of the mere fact that a person has confessed in an environment that is not free, we can question and reject the confession.

In addition, even if exceptionally a person is found that insists on his confession, a path for escape must be left open in the following ways:

1. The confession is null after denial. This means that whenever the person disavows his confession, the stoning sentence must be lifted (there are even narrations that suggest the ruler can pardon the adulterer without repentance).
2. In tradition Islamic jurisprudence the prevention of the sentence on the basis of any excuse is also allowed, as evidenced by Imam Ali’s words to a person sentenced to stoning that,” because you are young, there is no obstacle in showing mercy.”
3. If no excuses are found in preventing the sentence, then the lower part of the body should be placed in a pit in such a way so as to allow for the possibility of flight and if the person can get out, then he or she can no longer be punished.
4. Those who come to implement the sentence must be the most just among the pious.
5. They must not be polluted or in menstruation. This condition along the previous one overrules the condition of sufficient numbers for the implementation of the sentence.
6. Small stones must be used (perhaps in order for the person to be able to flee before serious injury).

Again it is important to reiterate that all these commands regarding stoning are based on the assumption of proof regarding a crime that according the discussed approaches in traditional Islamic jurisprudence cannot be proven

The viewpoint of Ayatollah Montazeri regarding adultery with a married woman can be considered a summary of the views expressed in traditional Islamic jurisprudence. In response to many inquiries by some followers as well as domestic and foreign human rights organizations and news outlets, he writes on 12 July 2007:

The sentence of stoning existed in the Torah in an extensive manner, but in Islam it only exists regarding adultery with a married woman under specific conditions and the way to prove it are: 1) Testimony of four just individuals who have witnessed the act with their own eyes, the realization of which is very unlikely; 2) The confession of the accused, repeated four times, in a free environment and atmosphere and not in prison or under pressure. And the implementation of the sentence immediately after the knowledge of the judge is problematic and what recently happened in Takistan is against the standards and if the individual after confession disavows the confession; the disavowal according Islamic jurisprudence is acceptable and in case of confession the individual has the right of flight and if he flees, his pursuit is not acceptable and if in a time or place the implementation of the sentence leads to the weakening of religion, its implementation must be avoided. Given the characteristics mentioned, in reality sentence of stoning is merely a scarecrow for people to abstain from a great sin.”

As such in traditional Islamic jurisprudence there is also no Qur’anic reasoning for stoning. The only reference is to the consensus of Islamic jurists and several narrations (not definite sunnah), with questions regarding both the realization of the consensus as well as the documented narrations. In any case, as it was mentioned above, some Islamic jurists do not consider reliance on narrations regarding the death sentence as acceptable.

Case Study

The stoning sentences implemented in Iran in the past few years have not only been against human dignity and human rights standards but also did not follow the legal standards of the traditional Islamic jurisprudence for the following reasons:

1. Individuals confessed under prison conditions and after abuse.
2. Their confessions were accepted easily and without much resistance.
3. Many of the individuals disavowed their confessions but the disavowals were not accepted.
4. There were many excuses and reasons that could have been used to null the sentence but attention was not given to these.
5. During the implementation of stoning the criteria of the presence of the most just, with due attention to purity, was not observed.
6. In many cases, officials of the government (in prison and among the police force) implemented the sentence.
7. It was observed that large stones, one of which sufficed for the killing, were used.
8. Individuals that were able to flee the pit were again placed in the pit in such a way to make flight impossible and be killed.

There are many examples of violations but here reference will only be made to the latest case of stoning in Takistan in the Qazvin province:

1. The woman who married Jafar (the man who was stoned) had run away from her husband who had forced her into prostitution in order to lead a more decent and healthy life.
2. This woman had filed for divorce from her previous husband.
3. The head of the judiciary had stopped the implementation of her stoning sentence and since this order was both legal and Islamic, it had enough weight to prevent his stoning as well.
4. Government officials participated in the implementation of the sentence.

The head of the Judiciary, using his legal authority, had ordered the stopping of the sentence implementation. As such the stoning of Jafar was effectively against the law and Islamic jurisprudence and could be considered intentional murder and deserving of punishment. If a student is charged for propaganda against the regime and imprisoned for just a slogan or a piece of writing that has very little impact, why shouldn’t an illegal and un-Islamic act that is used as evidence of murder against the Islamic Republic throughout the world not be punishable? If in the past, not on the basis of human rights standards but traditional Islamic jurisprudence, stoning was resisted and its implementers punished, today we would not be witnessing such illegalities. While today such harsh methods are used to confront the way women dress in the streets, very little sensitivity is shown to instances that deal with the lives and dignity of human beings. This shows that what is of concern is not really Islamic law but power. The government seems to perceive that since the basis for its legitimacy is religion, if some regulations are not implemented or are questioned, the basis for its political legitimacy is shaken and hence it cannot compromise and must go all the way even with sentences whose legality are questionable.

Interest of Islam

Let us assume that the strict regulations of traditional Islamic jurisprudence did not exist and proving adultery was easy, there is another principle that if the implementation of a command is not to the interest or benefit of Islam, it can be suspended. Ayatollah Khomeini, using the same principle, said that even prayer, which is one of the pillars of Islam, can be suspended because the main criterion is the interest of religion and not its commands. Of course the interest or expediency principle has been criticized for being temporary, requiring the return of the command when conditions change. But experience has shown that with major social changes the suspension of some commands on the basis of interest or benefit or Islam will not be temporary. Some interests such as those based on the achievements of human rights will be permanent.

A judge that is oblivious to the interest of the Islamic society and renders a judgment without taking it into account is not competent to judge. It is the truth and common interests that matter, not personal or trivial interests.

Legal Perspective

In studying many cases of adultery involving married women, I have found the main source to be the inadequacies of the legal system in Iran. In several cases, the forced marriages of daughters led to family murders and violence and in some other cases disobedience on the part of the wife and ultimately hidden or illicit relations with another man. In Iranian laws, the father’s agreement to marriage is required. This requirement can of course safeguard the rights of daughters in marriage but improper use of this requirement, particularly in rural areas and among the uneducated, has caused forced marriages for girls who at times are between 15 and 18 years old and forced to marry men of 50 or 60. In addition, lack of the right to divorce for women who are abused by their husbands forces them to put up with extremely difficult conditions. As a result, in recent years, for instance, we have been witness to a number of suicides in the Ilam Province. The large numbers of female suicides in Ilam (400 cases of self-burning, 300 of which were women) are largely caused by forced marriages, age difference between husbands and wives, and family violence.

The incident in Qazvin is another example. After fleeing from her first husband, Mokarameh files for divorce. Iranian courts usually do not respond to these divorce requests in the hope that with the passage of time a compromise is reached and there is no need for divorce. Accordingly, for several years Mokarameh’s request remains unanswered while in divorce cases the reasons for the filing for divorce, in this case her forced prostitution by her husband, should take priority. In reality, Jafar and Mokarameh could and should not have been convicted of adultery with a married woman essentially because her previous husband had forced her into prostitution and a man who forces his wife into such an unethical, illegal and un-Islamic situation essentially voids the marriage contract and the woman cannot be considered the legal and religious wife of the man.

The existence of such problems in the legal system of Iran, particularly regarding the rights of women, has created conditions for the emergence of many social problems. It could conceivably be said that some of the ones who commit family violence, flee, engage in honor killing or illicit relationships are themselves victims of a legal system in need of reform. Approaching the demand for reform politically only inhibits needed reforms. Some think that the acceptance of some legal reforms is backing down from the position of power. This is while there are disastrous consequences to the ignoring of legal reforms. At the same time, illogical approaches in the demand for legal reform that threaten those in power in ways that are not conducive to reform are also ultimately responsible in the prevention of necessary reform. There is a real need for dialogue, explanatory effort in convincing authorities regarding the need for the reform of the legal system and regarding women and children related laws.

Emotional Impact

Mokarameh, the woman sentenced to stoning in Qazvin, has four children from her previous husband and two from Jafar, one of whom is 11 years old. Eleven years has passed from the marriage of Jafar and Mokarameh, eight of which have been in prison awaiting execution by stoning. During this period, what has happened to their children? The young and innocent children who have no one to rely on and have to carry the heavy weight of their parents’ dishonored name? Can one expect these children to lead normal lives? The same situation applies to the parents of the convicted couple and their siblings? Think about similar heartrending and disastrous situations that have occurred many times over. Think about it for a second. If something similar happens to your family, what will happen? Do you think these events are occurrences that people are looking forward to or are willing to lay their lives for? Just think for a second about the incredibly destructive impact these sentences have on whole families? How could we easily pass by these painful incidences?

Historical and Sociological Perspective

Stoning, which prior to Islam was described in Judaic law and since it was mentioned in the Torah was implemented extensively, did not find its way into the Qur’an and was not affirmed by it. However, since it was among forceful societal traditions, its clear rejection was not possible. At the same time, stoning was prevalent in Europe, the United States, and Islamic societies for centuries after the outset of Islam. Stoning is among punitive laws that were prevalent throughout the Christian, Jewish, and Islamic societies until 18th century. In 17th century in some western societies capital punishment was handed out for adultery, including in the United States as reported by Alexis de Tocqueville. From the end of 18th century a new era identified by Durkheim as the age of reparation laws began, which today expands to half of the world. Under the previous age of punitive laws the objective was to impose pain, harm on the convicted, extracting vengeance, but in the new age the objective is to keep the criminal away from the society, preventing harm to the society, and also rehabilitating the criminal.

Islamic jurisprudence is also impacted by social conditions. According to Ayatollah Motahhari the fatwa of an urban Islamic jurist smells urban and the fatwa of a rural one smells rural. Accordingly, in the new age, stoning is not something popular or acceptable as evidenced by the refusal of people to be present at such events. And this is why many clear-sighted Islamic jurists consider it as detrimental to Islam. And it is on that basis that Ayatollah Shahrudi, the head of the Iran’s Judiciary, has ordered its suspension. What is astounding, however, is that the secretary for the Human Rights Headquarters of the Judiciary presents stoning as though is it among the integral commands of Islam, saying “we have to correctly justify stoning. We have made a revolution so that Islamic commands can be implemented…. We will never sacrifice Islam to the challenges related to human rights” (ILNA, 30 May 2007). Later he says, “Stoning is based on Islamic law and is not against or in opposition to any of the Islamic Republic’s international obligations.” (E’temad-e Melli, 15 July 2007).

Summing Up

Our criterion for judging stoning and other laws and commands is human rights. This criterion is based on a prior principle that human rights have no conflict with religion. In a prior juridical research which relied on the opinion of a well-known religious scholar, entitled Human Rights and Rights of the Pious, it was shown that the basis for Qur’anic thought is the belief in intrinsic human generosity and dignity. Hence Islamic jurisprudence or legal system must be formed on that basis. Although the implemented stoning sentences in recent years did not comply with the standards of traditional Islamic jurisprudence and even went against it, the point of this writing is to say that stoning has no Qur’anic basic, and is not to the interest of the society and Islamic principles We can and must abandon it as a punishment and its abandonment is in no way against religiosity or religion.

In many areas such as juridical commands and regulations regarding capital punishment, stoning, and minimum age for the criminal culpability for children we are in dire need of new interpretations (ijtihad). Islamic scholars who cannot practice new ijtihad regarding recent events and issues will disappear in history along with their ideas. The need is for the validation of human experience and beings and the reform of laws on that basis.